เกษตรกรต้นแบบ
"ศราวุฒิ มะลิชัย : จากไส้เดือน 5 กิโล สู่รายได้เดือนละแสน"
 03 กันยายน 2562   603
จ.สุพรรณบุรี
ซื่อสัตย์
และ
กตัญญู

คุณศราวุฒิ มะลิชัย เกษตรกรรุ่นใหม่ พร้อมไส้เดือนที่ทำเงินให้เขา

ณ ปัจจุบัน คุณศราวุธมีธุรกิจขายปุ๋ยไส้เดือน ธุรกิจขายต้นไม้ และนำเข้าเครื่องจักร 3 ธุรกิจนี้ ถือเป็นรายได้หลักของเขาทั้งสิ้น และชีวิตที่เดินมาถึงจุดนี้ ทุกองค์ความรู้ที่เขานำมาใช้ ไม่เคยทิ้งความเป็นวิศวกร เขาใช้กระบวนการแก้ปัญหาแบบวิศวะ แต่วิถีชีวิตแบบเกษตร ถ้าเป็นวิศวกรที่เก่งพอ จะแก้ปัญหาได้ทุกปัญหาในองค์ความรู้ที่มี เขายังเป็นวิศวกรอยู่ เพราะเขาใช้องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นเกษตรกรตลอดเวลาเช่นกัน ทั้งสองสิ่งผสมผสานให้เกิดผลงานของเขาในวันนี้ และสิ่งที่สำคัญ เขาเป็นลูกของพ่อของแม่ มีหน้าที่ของลูกอยู่ในตัวเขา ทั้งหมดผสมผสานจนเป็นตัวเขา และสติฟาร์มในวันนี้

จุดเริ่มต้น...เริ่มเลี้ยงไส้เดือน
ทุกวันนี้เขามีความสุขดี มีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ อยู่กับเพื่อน เป็นนายตัวเอง มีความสุขที่ได้บัญชาตัวเอง คุณศราวุธบอกว่าเขามีความสุขตั้งแต่ได้เห็นโลโก้ตราไส้เดือนถือจอบที่เขาวาดขึ้นเอง เห็นสิ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน มันภูมิใจและมีความสุขอย่างไม่สามารถอธิบายได้ เป็นความสุขที่มีค่ามาก

สำหรับคนที่อยากกลับมาทำงานที่บ้าน ข้อแนะนำที่คุณศราวุธมีให้คือ “ต้องขยัน” ถ้าไม่ขยันจะอยู่ยาก ต้องเริ่มต้นจากความขยัน ตอนที่ทำงานประจำก็ต้องขยัน เริ่มขยันได้เลย บ่มเพาะความขยันของตัวเอง คือ ทำงานประจำอยู่ อย่าให้งานประจำเสียหาย อันนี้สำคัญมาก มีเวลาว่างมาทำงานอดิเรกที่คิดว่าจะกลับมาทำที่บ้าน แต่ต้องเต็มที่กับงานประจำด้วย นั่นคือสิ่งแรกก็คือความขยัน

อันดับที่ 2 คือ ประหยัด สองอย่างนี้คือจุดเริ่มต้นจริงๆ ถ้าขยันแต่ยังฟุ่มเฟือยมันเหมือนชะลอมที่ไม่ได้ยา พอตักน้ำมามันก็จะรั่ว ให้ชะลอมใหญ่แค่ไหนมันก็รั่ว ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อันนี้คือจุดเริ่มต้น อันดับที่ 3 คือ มาดูว่าที่บ้านเรามีอะไรให้ทำได้ ที่บ้านต้องมีความสุขขึ้น คือพ่อแม่เรา คนที่อยู่ข้างหลังเรา ต้องประสานกันลงตัว ถ้ากลับมาแล้วทุกคนไม่มีความสุข ก็ทำงานต่อไป ต้องหาจุดร่วมกันให้ได้ในการกลับมา และสุดท้ายก็คือ ต้องเอาชนะความกลัวให้ได้อันนี้คือข้อสุดท้ายจริงๆ

สำหรับคุณศราวุธ มันจะมีภูเขาลูกหนึ่งที่เรียกว่าความกลัว กลัวอะไรก็แล้วแต่ เช่น พนักงานที่คิดจะกลับมาทำงานที่บ้าน ควรจะทำงานสักห้าปีก่อน เงินเดือนวิศวกรทั่ว ๆไป ก็อยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท เชื่อว่าห้าปีทุกคนต้องมีรถกันแล้ว และเชื่อว่าทุกคนไม่ได้ซื้อรถเงินสดกันแน่นอน อาจจะผ่อนรถเดือนละ 8000 บาท สมมุติว่าถ้าไม่มีเงินเดือนอยู่ได้ไหม พออยู่ได้ไหม ตรงนั้นมันก็จะมีภูเขาแห่งความกลัวเกิดขึ้น นั่นแหละที่ต้องข้ามไปให้ได้ แต่ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ต้องมุ่งมั่นและตั้งใจจริงๆ พอถึงวันนั้น หลังภูเขาลูกนั้นจะมีทุ่งดอกไม้รอเราอยู่ ยิ่งภูเขาสูงขนาดไหนทุ่งดอกไม้ก็จะยิ่งสวยถ้าเราผ่านไปได้

“ซื่อสัตย์ และ กตัญญู” สำหรับเขา คำพูดสำคัญ พูดคำไหนต้องคำนั้น และต้องกตัญญู ต้องรู้จักคนที่ช่วยเหลือเรา ลืมไม่ได้ คนที่ช่วยเหลือห้ามลืมเด็ดขาด สิ่งนี้คือหลักของเขา ไม่ว่าจะแก่กว่าหรืออายุน้อยกว่า ต้องไม่ลืม ต้องหาโอกาสตอบแทนในทุก ๆ โอกาสที่มี ในวันหนึ่งที่คน ๆ นั้นต้องการความช่วยเหลือจากเรา เราต้องช่วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของ ความถูกต้องและศีลธรรม

ไส้เดือนถือจอบ โลโก้ที่สร้างเองกับมือ

ในบรรดาคนที่เราเดินสวนทางกันไปมา จะมีสักกี่คนที่ตั้งใจทำงานให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเมืองของตนเอง อาจจะมีเพียงหนึ่ง สอง หรือ จำนวนเท่าไหร่ไม่รู้นั้น แต่คุณศราวุธ มะลิชัย เป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น


คุณศราวุธ จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อเรียนจบ ก็ไปทำงานเป็นวิศวกรอยู่ที่ จ.ชลบุรี ระหว่างที่ทำงานอยู่นั้น เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเราทำงาน 5 ปี เราอยากเป็นแบบพี่ที่ทำงานครบ 5 ปีคนนั้นมั้ย หรือเราอยากเป็นเหมือนคนที่ทำงานครบ 10 ปีคนนั้นมั้ย เราจะทำงานให้บริษัทต่างชาติอยู่รึเปล่า เขารู้สึกว่าด้วยความสามารถของตัวเองน่าจะทำประโยชน์ให้ประเทศตัวเอง หรือ ให้ จ.สุพรรณบุรีบ้านเกิดได้

เมื่อเขาคิดแบบนี้ตั้งแต่ 4 เดือนแรกที่ทำงาน เขาจึงเริ่มศึกษา อ่านหนังสือ ทดลอง จน 1 ปีผ่านไป เขามีโอกาสไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 1 ปี ได้ไปดูวิถีชีวิตของเกษตรกรของอเมริกาว่าเขามีความเป็นอยู่อย่างไร ต่างจากประเทศไทยอย่างไร แล้วพบว่า การไปเห็นแบบนั้นมันยิ่งปลุกความเป็นเขาออกมา ว่าเขาอยากกลับมาสื่อสารกับเกษตรกรไทยว่าเราควรต้องทำอย่างไร เมื่อกลับมาจึงมาเปิดโมเดลเล็กๆ ของตัวเองให้คนเข้ามาศึกษาในวันเสาร์ วันอาทิตย์ แก่ประชาชนทั่วไป โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

และเมื่อจะออกมาเริ่มต้นทำของตัวเองจริงๆ เขาก็มาพิจารณาว่าควรทำอะไรดี จะให้ไปบุกป่าฝ่าดงเหมือนรุ่นพ่อแม่ ก็คงไม่ถนัด จึงหันมาเปิดบัญชีครัวเรือน ก็มองเห็นค่าปุ๋ยที่โดดเด่นที่สุด ก็คิดกลับมาทำเสริมตรงเรื่องของดินเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้ครอบครัว และส่วนที่ลดลงได้ ก็คือรายรับของเขา

ในช่วงนั้นการทำเกษตรอินทรีย์กำลังเป็นที่นิยม เขาก็หันมาศึกษาด้านนี้ด้วย และได้ศึกษาฟาร์มไส้เดือนจากที่อื่น ๆ มาพอสมควร จึงสนใจ เพราะเห็นว่าการเลี้ยงไส้เดือนนั้นง่าย และมีประโยชน์หลายทาง อาทิ มูลไส้เดือนสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยได้ ตัวไส้เดือนเป็นแหล่งพลังงานโปรตีน และสุดท้าย ได้กำจัดสิ่งของเสียทางการเกษตรไม่ให้เป็นปัญหาขยะอินทรีย์ จึงตัดสินใจเลือกทำปุ๋ยไส้เดือน

คุณศราวุธเริ่มต้นทำฟาร์มไส้เดือนจากการเรียนรู้ เจอหนังสือเกี่ยวกับไส้เดือนก็ซื้อมาอ่าน ไปดูงานที่อื่นทั้งที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อ่านบทความต่างๆ จากคนที่ทำมาก่อนหน้าแล้ว ก็อาศัยจากตรงนั้น จากการครูพักลักจำจากอเมริกาบ้าง เหล่านี้คือพื้นฐานก่อนที่เขาจะเริ่มลงมือทำจริง

พื้นที่สำหรับร่อนมูลไส้เดือนจำหน่าย

การเลี้ยงไส้เดือน...
เมื่อลงมือเลี้ยง เขาเลี้ยงกับพื้นปูน เดิมที่บ้านของเขามีฟาร์มหมูเก่าที่เคยเลี้ยงหมู แต่เลิกทำเนื่องจาก ราคาหมูมีถูกมีแพงไม่คุ้มกับค่าอาหาร บวกกับความสงสารที่มีก็เลยเลิก จึงมีคอกเป็นปูนอยู่แล้ว เป็นล็อค ๆ ก็เลี้ยงบนพื้นเลย บนความหนา 50 เซนติเมตร แล้วตีแปลงเสร็จ รดน้ำประมาณหนึ่งเดือนจนขี้วัวเย็น รดน้ำจนมันหายร้อน จนการหมักสมบูรณ์แล้วก็ปล่อยไส้เดือนลงไป ไส้เดือนที่เลี้ยงคือ พันธุ์แอฟริกัน ไนท์ คอลเลอร์ ที่เลือกพันธุ์นี้เพราะว่ามันทนแล้ง ทนร้อน กินเก่ง และขยายพันธุ์เร็ว

ช่วงแรกที่เลี้ยงในบ่อ จะควบคุมคุณภาพยากเพราะแปลงมันใหญ่ แล้วพวกนกจะลงมาเหมือนไก่ลงมาหาหนอน ด้วยพื้นที่นกลงง่าย และที่สำคัญที่เปลี่ยนเพราะว่าไส้เดือนจริงๆ แล้วมันอยู่ในดินไม่ลึกมาก โดยเฉลี่ยจะอยู่ไม่เกินประมาณ 20 เซ็นติเมตร เขาจึงมาพิจารณาดูว่าเราจะทำอย่างไรบนพื้นที่เท่าเดิมแต่เพิ่มผลผลิตขึ้น และเลี้ยงให้อยู่ไม่เกิน 20 เซนติเมตร เขาจึงมาทำเป็นชั้น หรือที่เรียกว่าเป็นคอนโดขึ้นมา

เมื่อเปลี่ยนมาเลี้ยงในกาละมัง ก็ต้องมาแก้ปัญหาเรื่องความเย็นของพื้นที่มันแตกต่างกัน ตอนอยู่พื้นปูนมันจะเย็น พอเป็นกาละมังจะแห้งง่าย ร้อนง่าย เย็นง่าย อันนี้คือความยาก พอทำไปก็ลองปรับแก้มันก็ดีขึ้น โดยวิธีแก้ที่เขาใช้คือ เขาต้องมาเจาะกาละมังตามลอนเพื่อระบายน้ำ ไส้เดือนจะอยู่ในน้ำท่วมไม่ได้ จะอยู่ได้ต้องเป็นน้ำสะอาดน้ำบริสุทธิ์จริงๆ เช่นน้ำดื่มของเรา ถ้าเป็นน้ำขี้วัวที่เลี้ยงอยู่นี้ มันอยู่ไม่ได้ เพราะว่าออกซิเจนในน้ำน้อย แต่เมื่อเลี้ยงในกาละมังแล้ว ได้ปริมาณปุ๋ยเพิ่มมากขึ้น

ในการเลี้ยงไส้เดือน เมื่อปล่อยลงเบดดิ้งแล้ว ใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน จึงจะใช้ได้ แต่ส่วนใหญ่ไส้เดือนจะกินไม่หมด จะเหลือไว้ 1% แต่คุณศราวุธมีเครื่องแยกที่มันกินไม่หมด โดยนำมาคัดแยกเฉพาะไส้เดือน โดยมีเครื่องที่คุณศราวุธเห็นจากอเมริกาแล้วนำมาสั่งทำปรับใช้ให้ตรงความต้องการ
ทางด้านการตลาด ตอนเริ่มต้นคุณศราวุธคิดจะทำให้เอง จึงไม่ได้สนใจเรื่องการตลาด ไม่ได้สนใจว่าจะขายได้ แต่พอใช้ไป คนรอบข้างก็เริ่มรู้ ก็สนใจ และเริ่มมาขอซื้อ ก็ค่อย ๆ ขายไป มันก็โตขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นการตลาดที่มั่นคง ตอนนี้ผลผลิตที่เขามี มีในรูปแบบของปุ๋ยมูลไส้เดือน มี 2 แพ็คเก็จ คือ แพ็คเก็จ 1 กิโล กับแพ็คเก็จ 25 กิโล ราคาแบบ 25 กิโล หน้าฟาร์มจะขายกิโลละ 10 บาท กระสอบละ 250 ถ้าเป็นแบบถุงละหนึ่งกิโล ราคาจะอยู่ที่ 3 กิโล 100 บาท ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ขี้วัวที่ไส้เดือนกินไม่หมด ก็บดขาย กิโลกรัมละ 5 บาท ขายชาวนา ชาวสวน เขาจะนำไปใช้หว่านในนาลดต้นทุน มีขาย พันธุ์ไส้เดือนบ้าง แต่จะไม่ขายให้คนตกปลา เพราะเขาสัญญากับไส้เดือนพวกนี้ไว้ว่าจะไม่ขายให้คนตกปลา และตอนนี้มีทั้งที่ผลิตขายเอง ผลิตในยี่ห้อคนอื่น และต่อไปเขาเตรียมที่จะแปรรูปไปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นแต่อยู่ในขั้นตอนทำวิจัย

สำหรับผลิตภัณฑ์ของเขาเอง จะอยู่ในยี่ห้อ ไส้เดือนแท้ตราไส้เดือนถือจอบ หากพิมพ์ในเฟสบุ๊คก็พิมพ์ตามนี้ได้เลย ถ้าเป็นเว็บไซต์ก็คือ สติฟาร์ม.in.th หรือแม้จะสั่งทางไลน์ก็สามารถทำได้ ส่งได้ทั่วประเทศ

จากสัตว์ตัวเล็กๆ ที่ทำให้มีรายได้ และมีความสุขในบ้านเกิดจริงๆ

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

นายศราวุฒิ มะลิชัย
เลขที่ 16/1 หมู่ 1
ต.บางกุ้ง อ.เมือง
จ.สุพรรณบุรี 72210

จากไส้เดือน 5 กิโล สู่การเลี้ยงในกาละมัง 3,000 ใบ กับรายได้เดือนละแสน

เทคนิคการหมักขี้วัวให้หายร้อน ก่อนนำไปเลี้ยงไส้เดือน

เรื่อง/ภาพโดย: ณัฏฐ์ คำวิชัย ทีมงานรักบ้านเกิด
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2562
กรุงเทพมหานคร
25-31°C
เชียงใหม่
22-28°C
นครราชสีมา
22-31°C
ชลบุรี
24-30°C
นครศรีธรรมราช
24-28°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×